ยินดีต้อนรับเข้าสู่Blog วิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประมงกลุ่มที่ 14

03 March, 2007

เกษตรฯบุกถกอินโดฯร่วมทุนประมง

"จรัลธาดา"แนะจับตาน่านน้ำ"ติมอร์"แหล่งปลาหมึก นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอนุญาตเข้าทำการประมงในน่านน้ำภายในประเทศใหม่ จากเดิมที่มีการให้สัญญาสัมปทานการเข้าทำประมงแก่เรือประมงต่างประเทศ มาเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างประเทศ (Join-venture) ในเบื้องต้นไทยได้เตรียมแผนการเจรจาระหว่างกันไว้แล้ว โดยอยู่ระหว่างรอการตอบรับจากรัฐบาลของอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการเปิดเจรจาระหว่างกันได้ในเร็ว ๆ นี้ สำหรับการเจรจาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำประมงในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในประเด็นการร่วมลงทุนการทำประมงระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศอย่างสูงที่สุด ซึ่งหากมีการร่วมลงทุนระหว่างกัน รูปแบบการลงทุนที่ไทยจะสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียได้ น่าจะเป็นลักษณะของโรงงานแปรรูปสินค้าประมง โรงงานซูริมิ และโรงงานปลาป่น นายธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนสาเหตุที่ประเทศอินโดนีเซียปรับรูปแบบการทำประมงในน่านน้ำใหม่นั้น เพื่อต้องการพัฒนาการทำประมงภายในประเทศให้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเพื่อต้องการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำภายในประเทศของตนเอง หรือหากมีการใช้ประโยชน์ก็ต้องการให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศมากที่สุด หลังจากที่ผ่านมามีหลายประเทศ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก ด้าน นายจรัลธาดา กรรณสูต อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับแหล่งทำประมงนอกน่านน้ำที่น่าสนใจอื่นๆ คือ ประเทศติมอร์ เนื่องจากมีทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาหมึก ซึ่งปัจจุบันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของไทย แต่นับวันการจับปลาหมึกในน่านน้ำของไทย ทั้งบริเวณอ่าวไทยและแถบทะเลอันดามันเริ่มลดน้อยลง จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน เบื้องต้นกรมฯ หาทางเจรจาเปิดน่านน้ำเป็นแหล่งประมงแห่งใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน และถ้าหากไทยสามารถเข้าทำประมงในน่านน้ำประเทศติมอร์ได้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี หนังสือพิมพ์แนวหน้า ปีที่ 27 ฉบับที่ 9469 วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550"จรัลธาดา"แนะจับตาน่านน้ำ"ติมอร์"แหล่งปลาหมึก นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอนุญาตเข้าทำการประมงในน่านน้ำภายในประเทศใหม่ จากเดิมที่มีการให้สัญญาสัมปทานการเข้าทำประมงแก่เรือประมงต่างประเทศ มาเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างประเทศ (Join-venture) ในเบื้องต้นไทยได้เตรียมแผนการเจรจาระหว่างกันไว้แล้ว โดยอยู่ระหว่างรอการตอบรับจากรัฐบาลของอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการเปิดเจรจาระหว่างกันได้ในเร็ว ๆ นี้ สำหรับการเจรจาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำประมงในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในประเด็นการร่วมลงทุนการทำประมงระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศอย่างสูงที่สุด ซึ่งหากมีการร่วมลงทุนระหว่างกัน รูปแบบการลงทุนที่ไทยจะสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียได้ น่าจะเป็นลักษณะของโรงงานแปรรูปสินค้าประมง โรงงานซูริมิ และโรงงานปลาป่น นายธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนสาเหตุที่ประเทศอินโดนีเซียปรับรูปแบบการทำประมงในน่านน้ำใหม่นั้น เพื่อต้องการพัฒนาการทำประมงภายในประเทศให้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเพื่อต้องการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำภายในประเทศของตนเอง หรือหากมีการใช้ประโยชน์ก็ต้องการให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศมากที่สุด หลังจากที่ผ่านมามีหลายประเทศ ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก ด้าน นายจรัลธาดา กรรณสูต อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับแหล่งทำประมงนอกน่านน้ำที่น่าสนใจอื่นๆ คือ ประเทศติมอร์ เนื่องจากมีทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาหมึก ซึ่งปัจจุบันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของไทย แต่นับวันการจับปลาหมึกในน่านน้ำของไทย ทั้งบริเวณอ่าวไทยและแถบทะเลอันดามันเริ่มลดน้อยลง จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน เบื้องต้นกรมฯ หาทางเจรจาเปิดน่านน้ำเป็นแหล่งประมงแห่งใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน และถ้าหากไทยสามารถเข้าทำประมงในน่านน้ำประเทศติมอร์ได้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี

หนังสือพิมพ์แนวหน้า ปีที่ 27 ฉบับที่ 9469 วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550

24 February, 2007

ประกาศจากกรมประมง

ประกาศจากกรมประมงเรื่อง เอกสารหรือ หลักฐานในการประกอบการขออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้าในราชอาณาจักร

ด้วยกรมประมงได้ออกประกาศกรมประมง เรื่อง เอกสารหรือ หลักฐานอื่นเพื่อใช้ประกอบการขออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้าในราชอาณาจักร อื่นเพื่อใช้ประกอบการขออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้าในราชอาณาจักรลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ ยื่นคำขออนุญาตนำสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร ในกรณียื่นขอนำฉลามทุกชนิด ทั้งมีชีวิตและซาก หรือเปลือกหอย เข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งออก ต้องแสดง หนังสือรับรองชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ หรือหนังสือรับรองอื่นใดที่แสดงชนิดพันธุ์ซึ่งออกโดยหน่วยงานรัฐ (ประเทศต้นทาง) หรือหน่วยงานที่รัฐมอบหมาย ในการยื่นขออนุญาตนำเข้าแก่พนักงานเจ้าหน้าที่
ดูรายละเอียดประกาศคลิกที่นี่

13 February, 2007

องค์การสะพานปลา

องค์การสะพานปลา Fish Marketing Organization
  • ความเป็นมาของหน่วยงาน
    ในอดีตการขนถ่ายและจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเค็มของกรุงเทพฯ มีศูนย์รวมอยู่ที่ถนนทรงวาด อำเภอสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ส่วนการจำหน่ายสัตว์น้ำจืดมีศูนย์รวมอยู่ที่หัวลำโพง ริมคลองผดุงกรุงเกษม สถานที่ทั้งสองแห่งดังกล่าวคับแคบและสกปรก ทำให้การดำเนินธุรกิจไปอย่างไม่สะดวก ในปี พ.ศ.2491 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย Dr. K.F. VASS และ Dr. J. REUTER มาศึกษาภาวะการประมงของประเทศไทยตามคำร้องขอของรัฐบาล ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เสนอว่าระบบตลาดปลาที่มีอยู่เดิมยังขาดหลักการดำเนินงานทางวิชาการและขาดการสงเคราะห์ในด้านสังคมและเศรษฐกิจ สมควรที่รัฐบาลจะเข้าดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในด้านต่างๆ 6 ประการ ดังนี้
    บริการเกี่ยวกับการขนส่งสัตว์น้ำไปสู่ตลาด (การขนส่ง)
    -บริการเกี่ยวกับการเก็บสินค้าสัตว์น้ำที่สะพานปลา (ห้องเย็น)
    -การจัดระบบเลหลังสินค้าสัตว์น้ำ (ตลาดกลางหรือสะพานปลา)
    -จัดองค์การให้ชาวประมงกู้ยืมเงินทุนและออมสิน (สินเชื่อการเกษตร)
    -บริการเกี่ยวกับการขายวัตถุดิบและอุปกรณ์การประมง (เครื่องมือและอุปกรณ์)

    บริการเกี่ยวกับการส่งเสริมการประมง แนะนำทางวิชาการและอื่นๆ ตลอดจนบริการเกี่ยวกับป่วยเจ็บ (วิชาการและสวัสดิการ) จากข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น เพื่อดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจการประมงด้านการตลาด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการเสนอรัฐบาล เมื่อรัฐบาลรับหลักการและเห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว กรมประมงจึงได้เริ่มงานในการก่อสร้างสะพานปลาของรัฐขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลยานนาวา อำเภอยานนาวา กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2492 ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2496 อันเป็นกฎหมายในการจัดตั้งองค์การสะพานปลา องค์การสะพานปลาจึงได้ถือกำเนิดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
  • วิสัยทัศน์/แผนการดำเนินงาน
  1. พัฒนาตลาดกลางสินค้าสัตว์น้ำให้เข้าสู่ระบบ ISO 9002 และ ISO 14000
  2. สนับสนุนระบบการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำด้วยวิธีการขายทอดตลาด (วิธีประมูล) เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจประมงและผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในด้านราคา
  3. ปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารด้านตลาดสินค้าสัตว์น้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจประมงได้รับรู้อย่างรวดเร็วด้วยระบบสารสนเทศที่พัฒนาแล้ว
  • ภารกิจ/วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
  1. จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของสะพานปลา ตลาดสินค้าสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมการประมง
  2. จัดดำเนินการหรือควบคุม และอำนวยบริการซึ่งกิจการแพปลา การขนส่งและกิจการอื่น ๆ อันเกี่ยวกับกิจการแพปลา
  3. จัดส่งเสริมฐานะสวัสดิการ หรืออาชีพของชาวประมง และบูรณะหมู่บ้านการประมง
  4. จัดส่งเสริมสหกรณ์หรือสมาคมการประมง
  5. สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ถือกรรมสิทธิหรือครอบครองซึ่งทรัพย์สินต่างๆ
  6. กู้ยืมเงินหรือยืมสิ่งของ ให้กู้ยืมเงินหรือให้ยืมสิ่งของ
  • อำนาจหน้าที่
  1. กองบริหารทั่วไป อำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการทั่วไป ประกอบด้วย งานสารบรรณ งานเจ้าหน้าที่ งานวิศวกรรม งานนิติการ และงานประชาสัมพันธ์
  2. กองคลัง อำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบัญชีขององค์การสะพานปลาทั้งหมด รวมถึงการเงิน การพัสดุ และการงบประมาณและสถิติ
  3. กองพัฒนาการประมง อำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน การให้สินเชื่อ วางแผนโครงการต่างๆ และประเมินผล จัดส่งเสริมฐานะ สวัสดิการและอาชีพของชาวประมง
  4. สะพานปลาและท่าเทียบเรือประมง มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทำนองเดียวกับข้อ 1-3 โดยอนุโลมรวมถึงอำนวยบริการการจอดเรือประมง การขนถ่าย การคัดเลือกสินค้าสัตว์น้ำ การจราจร ความสะอาด ความปลอดภัย เป็นต้น
  5. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการองค์การสะพานปลา อำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานประชุม การรายงานการประชุม เวียนมติที่ประชุม
  6. งานผู้ตรวจการองค์การสะพานปลา อำนาจหน้าที่รับผิดชอบตรวจและแนะนำการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน
  7. งานผู้ตรวจสอบภายใน อำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชี การเงิน การพัสดุ รวมถึงการให้คำแนะนำวิธีการปรับปรุงแก้ไข
  • การดำเนินงานขององค์การสะพานปลา
ได้กำหนดกิจกรรมหลักในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 ดังนี้
  1. การจัดบริการพื้นฐานทางการประมง โดยได้ก่อสร้างสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงที่ได้มาตรฐานเพื่อให้บริการสถานที่ขนถ่าย และเป็นตลาดกลางซื้อขายสัตว์น้ำพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน เช่น เครื่องชั่ง เครื่องมือขนถ่ายสัตว์น้ำ ภาชนะบรรจุก่อนการขนส่งและอื่น ๆ การดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการให้บริการพื้นฐานทางการประมง เพื่อสร้างระบบและความมีระเบียบในการซื้อขายสัตว์น้ำ รักษาระดับราคาที่เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด เป็นกิจการสาธารณะที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งรัฐพึงจัดดำเนินงาน
  2. การพัฒนาการประมง เพื่อช่วย ชาวประมงสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถในการประกอบการให้สูงขึ้น ตลอดจนการแสวงหาวิธีการทำประมงรูปแบบใหม่เพื่อทดแทนการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศที่ถดถอยลง ดำเนินงานโดยการให้การศึกษา อบรม การสัมมนาและการดูงานแก่ชาวประมง ผู้นำชาวประมง ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในการทำประมงที่ทันสมัย
  3. การส่งเสริมการประมง การส่งเสริมการประมงเป็นกิจกรรมที่องค์การสะพานปลาดำเนินงาน ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 ซึ่งกำหนดให้องค์การสะพานปลาแบ่งส่วนรายได้ร้อยละ 25 จากค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบกิจการแพปลา จัดตั้งเป็นเงินทุนส่งเสริมการประมง เพื่อนำมาช่วยเหลือชาวประมงในรูปการให้เปล่า เพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์แก่ชุมชนชาวประมง ให้กู้ยืมแก่สถาบันการประมง เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนดำเนินธุรกิจสร้างหรือขยายท่าเทียบเรือประมงขนาดเล็กในท้องถิ่น การให้เงินทุนช่วยเหลือการศึกษาบุตรชาวประมง การให้เงินทุนวิจัยทางการประมง แก่สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนการให้เงินช่วยเหลือครอบครัวแก่ชาวประมงที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุบัติภัยทางทะเลหรือถูกจับในต่างประเทศ
  4. การดำเนินงานธุรกิจการประมง การดำเนินธุรกิจการประมงเป็นกิจกรรมสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานแก่ชาวประมงและเพื่อเป็นการพัฒนาและปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ประกอบด้วย การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม การจำหน่ายน้ำแข็ง เป็นตัวแทนจำหน่าย และรับซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราช และท่าเทียบเรือประมงนราธิวาส
  • โครงสร้าง-แผนผังองค์กร
  1. กองบริหารทั่วไป ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-0300 Fax. 0-2212-5899
  2. กองคลัง ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-2992 Fax. 0-2213-2780
  3. กองพัฒนาการประมง ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-0471 Fax. 0-2212-4494
  4. สะพานปลากรุงเทพ ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-4394 Fax. 0-2212-4690
  5. สะพานปลาสมุทรสาคร ที่อยู่ 1024 ถ.วิเชียรโชฎก ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000 Tel. 0-3442-2803 Fax. 0-3442-2803
  6. สะพานปลาสมุทรปราการ ที่อยู่ 340 หมู่ที่ 6 ถ.ท้ายบ้าน ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ 10280 Tel. 0-2395-1647-8 Fax. 0-2395-2789
  7. ท่าเทียบเรือประมงสงขลา ที่อยู่ เลขที่ 1 ถ.ท่าเทียบเรือ ต.บ่อยาง อ.เมืองฯ จ.สงขลา 90000 Tel. 0-7431-3606, 0-7431-1444 Fax. 0-7431-3606
  8. ท่าเทียบเรือประมงระนอง ที่อยู่ ถ.สะพานปลา ต.ปากนํ้า อ.เมืองฯ จ.ระนอง 85000 Tel. 0-7781-1532 Fax. 0-7781-2232
  9. ท่าเทียบเรือประมงสุราษฎร์ธานี ที่อยู่ 3/1 ถ.้ต้นโพธิ์ ต.ตลาดล่าง อ.เมืองฯ จ.สุราษฎร์ธานี 84000 Tel. 0-7727-2545 Fax. 0-7728-1545
  10. ท่าเทียบเรือประมงปัตตานี ที่อยู่ หมู่ที่ 8 ถ.นาเกลือ ต.บานา อ.เมืองฯ จ.ปัตตานี 94000 Tel. 0-7334-9168 Fax. 0-7334-9342
  11. ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต ที่อยู่ หมู่ที่ 1 ถ.ศรีสุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมืองฯ จ.ภูเก็ต 83000 Tel. 0-7621-5489, 0-7621-1699 Fax. 0-7621-1699
  12. ท่าเทียบเรือประมงหัวหิน ที่อยู่ ถ.ชมสินธุ์ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110 Tel. 0-3251-1178 Fax. 0-3251-1178
  13. ท่าเทียบเรือประมงตราด ที่อยู่ ถ.ชลประทาน ต.วังกระแจะ อ.เมืองฯ จ.ตราด 23000 Tel. 0-951-1176 Fax. 0-3951-11761
  14. ท่าเทียบเรือประมงสตูล ที่อยู่ ต.ตำมะลัง อ.เมืองฯ จ.สตูล 91000 Tel. 0-7472-2169 Fax. 0-7472-2169
  15. ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ที่อยู่ 400 หมู่ที่ 8 ต.ปากนํ้า อ.เมืองฯ จ.ชุมพร 86120 Tel. 0-7752-1122 Fax. 0-7752-1209
  16. ท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราช ที่อยู่ 431 หมู่ที่ 4 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หรือ ตู้ ปณ. 8 อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 80140 Tel. 0-7551-7752, 0-7551-7754-5 Fax. 0-7551-7753
  17. ท่าเทียบเรือประมงปราณบุรี ที่อยู่ ต.ปากนํ้าปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
  18. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ องค์การสะพานปลา ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-9699 Fax. 0-2212-5899
  19. ผู้ตรวจการองค์การสะพานปลา ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2212-4256 Fax. 0-2212-5899
  20. ผู้ตรวจสอบภายใน ที่อยู่ 211 ถ.เจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 Tel. 0-2211-9699 Fax. 0-2212-5899

12 February, 2007

เงื่อนไขการนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการควบคุมโรคเอสวีซีวีของประเทศสหรัฐอเมริกา

เงื่อนไขการนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการควบคุมโรคเอสวีซีวีของประเทศสหรัฐอเมริกา สถาบันสุขภาพสัตว์น้ำจืด ขอประกาศกรมประมง เรื่อง สหรัฐอเมริกาเงื่อนไขการนำเข้าสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการควบคุมโรคเอสวีซีวี เพื่อให้บุคคลากรกรมประมงได้รับรู้ข่าวสาร และสามารนำไปใช้ประโยชน์ต่อหน่วยงาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ที่มา: สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ 15 ตุลาคม 2549

04 February, 2007

CITES


ไซเตส (CITES) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ( The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora ) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนุสัญญาวอชิงตัน ( Washington Convention ) ประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 โดยลงนามรับรองอนุสัญญาในปี 2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม 2526

คณะกรรมการ CITES ประจำประเทศไทย สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งเลขที่ 339/2535 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2535 แต่งตั้งคณะกรรมการ CITES ประจำประเทศไทยขึ้น โดยมีหน้าที่ดำเนินการในกิจกรรมต่างๆและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา CITES ในประเทศไทยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานของ CITES ในประเทศไทยมอบหมายให้ ส่วนราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการดูแลชนิดพันธุ์ที่ CITES ควบคุม คือ
สัตว์ป่า พืชป่า ของป่า อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมป่าไม้
พืช อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมวิชาการเกษตร
สัตว์น้ำ อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมประมง
ปัจจุบัน การดำเนินงานการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า เพื่อมิให้ประชากรของสัตว์ป่าลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ไป กรมป่าไม้ ได้ดำเนินการร่วมมือและประสานงานกับนานาชาติในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปราม โดยได้จัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่าขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเรือและจุดตรวจตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบการค้า การนำเข้า การส่งออกและนำผ่านแดนซึ่งสัตว์ป่า ที่กระทำผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพ.ศ.2535 ในปัจจุบันได้จัดตั้งขึ้นแล้วจำนวน 49 ด่าน

จุดประสงค์ของ CITES คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลก เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ชาติโดยเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือมีการคุกคาม ทำให้มีปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์ของ CITES ก็คือ การสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ( International Trade ) ทั้งสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศ สำหรับชนิดพันธุ์อื่นๆ (Native Species)

สำหรับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ CITES ควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1,2,3 ( Appendix ) ของอนุสัญญาฯ โดยได้กำหนดหลักการไว้ดังนี้

คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด

01 February, 2007

หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากผู้ผลิต/ผู้ส่งออก

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมประมงดำเนินภารกิจรับโอนงานการตรวจวิเคราะห์ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออกจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดให้ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2546 กรมประมง จึงกำหนดหลักการ เงื่อนไข และวิธีดำเนินการ ดังต่อไปนี้

หลักการ
ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ส่งออกต้องมาจากผู้ผลิตที่มีสุขลักษณะพื้นฐานที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice – GMP) ตามข้อกำหนดของกรมประมงหรือเทียบเท่าหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหารว่าด้วยสุขลักษณะ ทั่วไปของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและมีการจัดระบบคุณภาพ HACCP ตามความเหมาะสมกับชนิดผลิตภัณฑ์

เงื่อนไข
หลักเกณฑ์นี้ใช้เฉพาะกับผู้ผลิตที่เคยรับบริการจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือผู้ผลิตที่ประสงค์จะส่งสินค้าไปยังประเทศปลายทางที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกรมประมงก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2546
วิธีดำเนินการ

ที่มา : เวบไซต์กรมประมง

30 January, 2007

ใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ

การส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิต ไม่จำเป็นต้องมี ใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ ประกอบทุกครั้ง ใบรับรองดังกล่าว ใช้ประกอบ การส่งออก ในกรณีประเทศปลายทาง หรือผู้นำเข้าสัตว์น้ำ ที่มีการร้องขอเท่านั้น

ขั้นตอนการขอรับใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ

1. ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียม เอกสารประกอบการส่งตัวอย่างสัตว์น้ำ เพื่อขอรับการตรวจสุขภาพ
2. นำตัวอย่างสัตว์น้ำ พร้อมกรอกรายละเอียด ลงในคำร้อง ขอใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสุขภาพของสัตว์น้ำ
3. ในกรณีที่ สัตว์น้ำมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีอาการป่วยของโรคใด ๆ ก็จะออกหนังสือรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ ให้ภายในเวลา 1 วันทำการ

ตัวอย่างใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ

สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด กรมประมง

26 January, 2007

FTA เกี่ยวข้องกับการประมงไทยอย่างไร

ในการประชุมวิชาการกรมประมงประจำปี2549ที่ผ่านมานอกเหนือจากการนำเสนอผลงานวิจัยภาคประมงที่น่าสนใจมากมายแล้ว ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ”FTAกับการประมงไทย”โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งในการประชุมนั้น มีผู้เข้าร่วมฟังการอภิปรายในหัวข้อดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง


ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่

21 January, 2007

Q mark ต่อ

วิธีดำเนินการ
สินค้าเกษตรและอาหารหรือเครื่องหมายรับรอง “Q” ลายเส้นรูปตัว Q สีเขียวเข้ม หางตัว Q เป็นสีธงชาติ รอบนอกตัว Q ล้อมด้วยข้อความสีดำ ด้านบนแสดงชื่อ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ด้านล่างแสดงรหัสหน่วยงานรับรอง ประเภทการรับรอง มาตรฐานที่ให้การรับรอง รหัสมาตรฐาน ผู้ประกอบการ/ฟาร์ม/บริษัทที่ได้รับการรับรอง และชื่อ/ชนิด/ประเภทสินค้าที่นำมาขอการรับรองมาตรฐาน
ประเภทของการับรอง 1. การรับรองสินค้า (Product Certificate) หมายถึง การตรวจสอบให้การรับรองสินค้า ที่เป็น ผลิตภัณฑ์สุดท้ายโดยมีการสุ่มตัวอย่าง การสดสอบ และการตรวจสอบว่าสินค้ามีคุณลักษณะทางด้านคุณภาพและ ความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่ให้การรับรอง ในขณะเดียวกันมีการตรวจประเมินระบบการผลิตหรือ กระบวนการผลิตว่าผู้ผลิตมีความสามารถในการรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าที่ผลิตอยางสม่ำเสมอ ได้ตามมาตาฐานสินค้า และหน่วยรับรองที่จะให้การรับรองสินค้ามีการจัดระบบมาตรฐาน ISO/IEC Guide 65:1996 เช่น เนื้อหมูอนามัย, ผักผลไม้สดปลอดภัย, กุ้งกุลาดำแช่เยือกแข็ง ซึ่งสามารถแสดงเครื่องหมายรับรอง “Q” ไว้ที่ฉลาก สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งห่อหุ้ม สิ่งผูกมัด หรือบนสินค้าได้ 2. การรับรองระบบ ( System Certification) หมายถึง การตรวจประเมินให้การรับรองระบบการผลิตโดยครอบคลุมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร และอาหารให้ได้มาตรฐานที่ใช้ในการรับรอง เช่น CoC, GAP, GMP, HACCP เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถแสดง เครื่องหมายรับรอง “Q” ที่ตัวสินค้า แต่ให้แสดงที่ส่วนอื่น เช่น เอกสารรับรอง ประกาศนียบัตร เอกสารการโฆษณาเผยแพร่ โดยหน่วยรับรองที่ให้การรับรองระบบ มีการจัดระบบมาตรฐาน ISO/IEC Guide 62 : 1996
------------------------------------------------------------------------------------------------
วิธีการแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารหรือเครื่องหมายรับรอง "Q"
1. เครื่องหมายรับรองสินค้า ให้แสดงไว้ที่ฉลาก สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งห่อหุ้ม สิ่งผูกมัด หรือบนสินค้า
2. เครื่องหมายรับรองระบบ ให้แสดงบนเอกสารการรับรอง ประกาศนียบัตร เอกสารการโฆษณาเผยแพร่ โดยไม่ให้แสดงที่ตัวสินค้า
3. การแสดงเครื่องหมายรับรองสินค้าที่มีขอบข่ายการรับรองเฉพาะประเภทการรับรอง หรือชนิดสินค้า ที่จำเป็นต้องสื่อให้ผู้บริโภคทราบ เช่น การรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ให้ระบุข้อความแสดงขอบข่ายการรับรองประกอบการแสดงเครื่องหมาย
4. การแสดงเครื่องหมาย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

16 January, 2007

Q เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร


Q มาจากคำว่า Quality หมายถึง เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ที่หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ในการให้การรับรอง ระบบหรือสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อแสดงถึงความมีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีความปลอดภัย
ความเป็นมาและความสำคัญของ Q
สืบเนื่องจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 3-2546 วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารให้เป็นเครื่องหมายเดียวกัน คือ เครื่องหมาย "Q" เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการใช้เครื่องหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเครื่องหมายนี้แสดงให้เห็นว่าสินค้าเกษตรและอาหารมีคุณภาพและความปลอดภัยพร้อมทั้งยังสื่อไปถึงผู้บริโภคภายในประเทศและประเทศคู่ค้าให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีการลงนามวันที่ 26 กันยายน 2546 ร่วมกัน 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เพื่อเป็นข้อผูกพันให้มีการนำเครื่องหมายรับรอง "Q" ไปใช้ในแนวทางเดียวกัน และมีการดำเนินการตามวิธีการและแนวทางที่กำหนดไว้ใน MOU โดยหน่วยรับรองให้การรับรอง ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค (From Farm To Table) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ได้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของเครื่องหมายรับรอง "Q" ที่แสดงถึงความมีคุณภาพและปลอดภัย ดังนั้นจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมกำกับดูแลการนำเครื่องหมายรับรอง "Q" ไปใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีระบบการจัดรหัสประกอบการแสดงเครื่องหมาย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้กรณีที่มีการปลอมแปลงเอกสารใบรับรองหรือกรณีตรวจพบสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ประโยชน์ของเครื่องหมายรับรอง "Q"
1. เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย
2. เพื่อให้ผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและประเทศคู่ค้าเกิดความเชื่อมั่นในระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร
3. สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ในกรณีที่มีการปลอมแปลงเอกสารใบรับรองหรือ กรณีตรวจพบสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่เป็นตามมาตรฐาน

10 January, 2007

หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจรับรองสินค้าสัตว์น้ำส่งออก

หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจรับรองสินค้าสัตว์น้ำส่งออก

กรมประมงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจรับรองสินค้าสัตว์น้ำส่งออก เพื่อใ ห้โรงงานและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ที่ส่งออกจาก ประเทศไทยได้มาตรฐานสอดคล้องกับมาตรฐานสากลรวมทั้งสามารถแข่งขันกับประเทศคู่ค้าได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

Image and video hosting by TinyPic

สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

07 January, 2007

การขอรับการตรวจรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล

ทราบหรือไม่ว่าเกษตรกรที่ประสงค์จะยื่นคำขอใบรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล สามารถที่จะยื่นขอใบรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล ได้ที่ใดบ้าง พร้อมเอกสารอะไรบ้างเพื่อยื่นคำร้องขอรับการตรวจรับรอง
เกษตรกรสามารถยื่นคำขอใบรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเลได้ที่ดังนี้
1. สถาบันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมง
2. ศูนย์ / สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจำจังหวัดชายทะเล
3. สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลที่รัฐอนุญาตให้เลี้ยงได้

เอกสารที่จะต้องนำมาเพื่อยื่นคำร้องขอรับการตรวจรับรอง
1. สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและแผนที่ตั้งฟาร์ม / โรงเพาะฟัก 1 ฉบับ
3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล 1 ฉบับ
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำร้อง กรณีผู้ยื่นคำร้องมิใช่เจ้าของฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล / โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเล และหนังสือมอบอำนาจ 1 ฉบับ
5. ในกรณีขอต่ออายุใบรับรอง ต้องแนบสำเนาใบรับรองที่หมดอายุ 1 ฉบับ

03 January, 2007

การดูแลสุขภาพกุ้ง


การเพาะเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา (intensive) นั้นปริมาณของกุ้งที่เลี้ยงในบ่อจะมีความหนาแน่นสูง ถ้าระบบการจัดการไม่ดีพอจะทำให้กุ้งเครียดและเกิดโรคในที่สุดฉะนั้นการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนานั้นต้องเน้นการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค
การดูแลสุขภาพกุ้งทั้งในโรงเพาะฟักและฟาร์มเลี้ยงต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการจัดการระบบการผลิต โดยเฉพาะเทคโนโลยีการตรวจโรคเช่น PCR ที่นำมาใช้จะช่วยป้องกันตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะลูกกุ้ง เมื่อเราตรวจพบเชื้อไวรัสในพ่อแม่พันธุ์ก็จะไม่นำมาเพาะ ในลูกกุ้งก็เช่นกันถ้าพบเชื้อไวรัสต้องหลีกเลี่ยงที่จะนำมาลงเลี้ยงในบ่อ เช่นเดียงกับในฟาร์มเลี้ยงกุ้งก็ต้องดูแลสุขภาพของกุ้งที่เลี้ยงเมื่อสังเกตุพบเห็นความผิดปกติสามารถนำตัวอย่างกุ้งมาตรวจสอบและวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน
แต่ทั้งนี้การเพาะและเลี้ยงกุ้งทะเลจะต้องเอาใจใส่ทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็น การเตรียมน้ำ การปรับปรุงดินพื้นบ่อก่อนการปล่อยกุ้ง การทำความสะอาดบ่อและถังเพาะอนุบาล การจัดการการให้อาหาร การเพิ่มออกซิเจนในบ่อและการตรวจสุขภาพประจำวันทั้งหมดนี้ถ้าผู้เพาะเลี้ยงดูแลเอาใจใส่ทุกขั้นตอนจะช่วยป้องกันการเกิดโรคและลดการสูญเสียผลผลิตได้
3 มกราคม 2550 เวลา 19:33 น.
เทคนิค พี ซี อาร์ (PCR)
วิธีการดูแลสุขภาพกุ้ง
วิธีการเลี้ยงกุ้งคุณภาพ
วิธีการรักษาสุขภาพกุ้ง

28 December, 2006

การพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง



ในอดีตประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ (extensive) บริเวณอ่าวไทยตอนในมีจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี แลชะบริเวณใกล้เคียงต่อมาสามารถเพาะลูกกุ้งทะเลได้ในโรงเพาะฟักผู้เลี้ยงนำลูกกุ้งที่เพาะได้มาปล่อยเสริมใน่อเลี้ยงแบบธรรมชาติที่ปรับให้มีขนาดเล็กลงและเลี้ยงด้วยอาหารเสริมเช่น ปลาสับ รำผสมปลายข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตเป็นการเลี้ยงกุ้งแบบกึ่งพัฒนา (semi-intensive) และขยายตัวไปบริเวณภาคใต้ของประเทศ
การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลแบบพัฒนาได้เริ่มราวประมาณปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมาโดยได้นำเทคโนโลยีการเลี้ยงแบบพัฒนามาจากประเทศไต้หวัน เกษตรกรมีความขยันและมีความคิดดัดแปลงทำให้สามารถปรับปรุงวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับภูมิประเทศของประเทศไทยจึงทำให้การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาเป้นไปอย่างรวดเร็วมีผลตอบแทนสูงระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลงประมาณ 4 - 5 เดือนและขยายตัวไปตามจังหวัดชายทะเลของประเทศไทยที่ผ่านมาการขยายตัวของการเลี้ยงกุ้งทะเลแบบพัฒนาทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคและผลกระทบสิ่งแวดล้อมตัวอย่างเช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ ปัญหาโรคระบาดและน้ำทิ้ง ตะกอนเลนที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมทำให้สภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลเสียหาย กรมประมงได้ทำการแก้ไขปัญหาโดยพัฒนาระบบการจัดการการเลี้ยงกุ้งระบบต่างๆอาทิเช่น การเลี้ยงกุ้งระบบปิด เป็นการจัดการเลี้ยงกุ้งที่เกษตรกรไม่ใช้น้ำแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อเติมเข้ามาในบ่อเลี้ยงกุ้งโดยตรง ภายหลังจากที่ได้ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากระหว่างการเลี้ยงกุ้งจะมีระเหย หรือการรั่วซึมของน้ำ เกษตรกรอาจจะต้องเติมน้ำลงไปในบ่อบ้างเล็กน้อย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ รักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อการจัดการเลี้ยงกุ้ง
เทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งระบบชีวภาพ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการจัดการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน โดยเทคโนโลยีนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิต เช่น จุลินทรีย์ แพลงก์ตอน สาหร่าย หอย ปลา สัตว์ หน้าดิน ในการจัดการย่อยสลาย และควบคุมของเสียจำพวกสารอินทรีย์และธาตุอาหาร ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงไปจนกระทั้งจับกุ้ง เพื่อไม่ให้ของเสียจากการเลี้ยงกุ้งส่งผลต่อการจัดการเลี้ยง จนทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีมาแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
ดินก้นบ่อเลี้ยงเป็นบริเวณที่ถ้าจัดการไม่ถูกต้องมีปัญหาต่อเนื่องถึงการผลิตรอบต่อไปมากที่สุด เพราะหากเราเตรียมดินก้นบ่อเลี้ยงไม่ดีหรือเร่งหลังจากที่เราเติมน้ำลงไปแล้วการจัดการพื้นก้นบ่ออย่างมีประสิทธิภาพจะทำได้ยาก จนกว่าเราจะจับกุ้งอีกครั้งหนึ่ง ดินก้นบ่อหลังจากจับกุ้งเป็นดินที่ขาดออกซิเจน มีสารอินทรีย์ ธาตุอาหารและสารประกอบที่เป็นพิษต่อกุ้งอยู่ในปริมาณสูง ดังนั้น การเตรียมบ่อควรจะต้องพิจารณาวิธีการทำให้หน้าดินที่ขาดอออกซิเจนได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น เพื่อให้สารประกอบที่เป็นพิษต่อกุ้งสลายตัว และ ปรับสภาพของเลนให้เหมาะต่อการบำบัดสารอินทรีย์ ต้องเร่งให้มีการย่อยสลายของเสียเกิดขึ้นในบ่อ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ในเลน
ในปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งได้พัฒนาระบบการจัดการให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วไป ซึ่งผู้เลี้ยงได้พัฒนาตามแบบที่ตนเองเคยใช้อยู่ให้เข้ามาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยยึดเทคโนโลยีข้างต้นเป็นแนวทางปฏิบัติ
ระบบปิด
ระบบชีวภาพ
การเตรียมดินและน้ำ

27 December, 2006

เทคโนโลยี



ในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมีกระบวนการต่างๆของการผลิตเป็นส่วนๆ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ คือ ของต้นสายการผลิตและปลายการผลิต แต่ละส่วนจะมีหน่วยย่อยของการผลิตจึงมีการดำเนินงานที่ต้องอาศัยเทคนิคและเทคโนโลยีในการจัดการเฉพาะทางเพื่อช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ได้จัดหาเทคโนโลยีและเทคนิคในการตรวจสอบดังนี้
เทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งระบบปิด เป็นการจัดการเลี้ยงกุ้งที่เกษตรกรไม่ใช้น้ำแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อเติมเข้ามาในบ่อเลี้ยงกุ้งโดยตรง ภายหลังจากที่ได้ปล่อยกุ้งลงเลี้ยงแล้ว เกษตรกรอาจจะต้องเติมน้ำลงไปในบ่อบ้างเล็กน้อย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ รักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อการจัดการเลี้ยงกุ้ง

เทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งระบบชีวภาพ เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการจัดการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน โดยเทคโนโลยีนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิต เช่น จุลินทรีย์ แพลงก์ตอน สาหร่าย หอย ปลา สัตว์ หน้าดิน ในการจัดการย่อยสลาย และควบคุมของเสียจำพวกสารอินทรีย์และธาตุอาหาร ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
การตรวจสอบสารปฏิชีวนะ(Antibiotic)โดยเน้นสารต้องห้ามที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ เช่น คลอแรมฟินิคอล กลุ่มไนโตฟูแรน ออกโซลินิก แอซิด และออกซีเตรตร้าซัลคลินมีวิธีการตรวจสอบสารเหล่านี้จะใช้การตรวจสอบทางเคมีโดยใช้เทคนิค - HPLC สำหรับกลุ่มสารออกโซลินิก แอซิด และออกซีเตรตร้าซัลคลิน - ELISA สำหรับกลุ่มสารคลอแรมฟินิคอล - LC-MS-MS สำหรับกลุ่มสารไนโตฟูแรน
เทคโนโลยีการตรวจโรคเช่น PCR ที่นำมาใช้จะช่วยป้องกันตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะลูกกุ้ง เมื่อเราตรวจพบเชื้อไวรัสในพ่อแม่พันธุ์ก็จะไม่นำมาเพาะ ในลูกกุ้งก็เช่นกันถ้าพบเชื้อไวรัสต้องหลีกเลี่ยงที่จะนำมาลงเลี้ยงในบ่อ เช่นเดียงกับในฟาร์มเลี้ยงกุ้งก็ต้องดูแลสุขภาพของกุ้งที่เลี้ยงเมื่อสังเกตุพบเห็นความผิดปกติสามารถนำตัวอย่างกุ้งมาตรวจสอบและวินิจฉัยโรคได้
Test Kits เป็นวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบสารปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ต่างๆกลุ่มมสารปฏิชีวนะที่ตรวจพบเช่น คลอแรมเฟนิคอล เตตร้าซัยคลิน และไนโตรฟูแรนส์ โดยอาศัยหลักการของการทำปฏิกิริยาระหว่างสารที่ตรวจหากับสารเคมีของชุดทดสอบสารที่ตรวจหาแต่ละชนิดจะแสดงสีที่ต่างกันทำให้เราทราบในเบื้องต้นว่ามีสารปฏิชีวนะผสมอยู่ในอาหาร

25 December, 2006

มาตรฐาน Code of Conduct (CoC)




มาตรฐานโค้ด ออฟ คอนดัค ( Code of Conduct ) หรือ ซีโอซี ( CoC ) สำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล หมายถึง การจัดระบบการผลิตกุ้งทะเลให้มีมาตรฐานเป็นระบบและการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลอย่างยั่งยืนตลอดสายการผลิต จากฟาร์มถึงโรงงานแปรรูป เพื่อพัฒนาให้ได้กุ้งคุณภาพกุ้งคุณภาพที่มีลักษณะ 3 ประการ คือ 1. กุ้งที่ได้จากการผลิตอย่างมีมาตรฐาน 2. กุ้งที่มีคุณภาพและความปลอดภัย 3. กุ้งที่ผลิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
การก้าวเข้าสู่มาตรฐานซีโอซี
มีข้อปฏิบัติ 11 ประการ (สำหรับโรงเพาะฟักและฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล)

การเลือกสถานที่
ต้องเป็นที่ถูกต้องตามกฎหมายและอยู่นอกเขตป่าชายเลนไม่อยู่ในอิทธิพลของแหล่งมลภาวะ
การจัดการการเลี้ยงทั่วไปมีการจัดการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่มีประสิทธิภาพตาหลัก
วิชาการ
พ่อแม่พันธุ์ที่นำมาเพาะมีความสมบูรณ์ไม่เป็นพาหะของโรค
ความหนาแน่นการปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง ควรพิจารณาถึงคุณภาพและอายุของลูกกุ้งที่ปล่อยรวมทั้งพิจารณากำลังการผลิตของบ่อกุ้งที่สามารถรองรับจำนวนลูกกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงในแต่ละบ่อ
อาหารและการให้อาหารควรเลือกใช้อาหารกุ้งที่มีคุณภาพที่ดีผลิตใหม่และไม่ควรเก็บไว้นานหรือผลิตอาหารธรรมชาติที่เหมาะสม
มีการจัดการการให้อาหารที่มีประสิทธิภาพ
การจัดการสุขภาพกุ้งควรตรวจสุขภาพกุ้งควบคู่กับการตรวจคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอยู่เป็นประจำ
ยาและสารเคมีผู้เลี้ยงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและไม่ควรใช้สารปฏิชีวนะต้องห้าม16ชนิด
น้ำทิ้งและตะกอนเลนควรมีการบำบัดที่มีประสิทธิภาพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
การลำเลียงลูกกุ้ง
การจับกุ้งและการขนส่งเกษตรกรต้องวางแผนการจับและจำหน่ายอย่างรวดเร็ว
โดยเน้นการรักษาความสดมีการตรวจสารเคมีตกค้างในตัวกุ้งก่อนการจับ
ความรับผิดชอบทางสังคมควรใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างประหยัดและส่งเสริมการปลูกป่าชายเลน
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่นและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การรวมกลุ่มและการฝึกอบรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ
ระบบการเก็บข้อมูลควรบันทึกข้อมูลด้านการเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นข้อมูลในการผลิตรุ่นต่อไป

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดจำหน่ายกุ้งและโรงงานแปรรูป ซึ่งมาตรฐานของการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของโรงงานแปรรูปของไทย ได้ถูกพัฒนาให้เข้าสู่มาตรฐานสากล (CODEX) มาตรฐาน HACCP มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ สำหรับการนำมาพัฒนาสู่มาตรฐาน Code of Conduct ทั้งหมดของส่วนปลายการผลิตนั้น เป็นการเพิ่มเติมมาตรฐานในส่วนการจับกุ้งจากฟาร์มและการขนส่งจากฟาร์มไปสู่โรงงานแปรรูป ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดจำหน่ายกุ้ง โดยมักจะเกี่ยวข้องตั้งแต่การจับกุ้ง การขนส่ง จนถึงการจำหน่ายให้แก่ผู้แปรรูป สำหรับมาตรฐาน Code of Conduct ในส่วนการจับและการขนส่งผลผลิตกุ้งจากฟาร์มกุ้งนี้ กรมประมงได้พัฒนาขึ้นมาจาก 2 มาตรฐานสุขอนามัยการผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

21 December, 2006

มาตรฐานการผลิตกุ้งคุณภาพ


กรมประมงเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ ควบคุมและตรวจสอบการผลิตสัตว์น้ำเพื่อการจำหน่ายและเพื่อการบริโภค เมื่อกุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง จึงต้องมีการควบคุมและตรวจสอบกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตกุ้งที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มาตรฐานของการผลิตกุ้ง คุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้ง เพื่อความยั่งยืนของไทยจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นการผสมผสานแนว มาตรฐานของกรมประมงสำหรับในส่วนของการแปรรูปที่มีอยู่เดิมเป็นส่วนซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล CODEX รวมถึงการจับและการขนส่ง กับมาตรฐาน Code of Conduct ด้วย ในส่วนของฟาร์มนั้นได้มีการจัดทำขึ้นมาใหม่ตาม แนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐาน CODEX และ Code of Conduct ของ FAO
ส่วนของต้นสายการผลิตกุ้งทะเลคือ การเพาะและการเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมงจัดทำมาตรฐานฟาร์มเพาะและเลี้ยงกุ้งทะเล Code of Conduct โดยแยกเป็น 2 ประเภทคือ โรงเพาะฟัก/อนุบาลกุ้งทะเล และฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล โดยใช้หลักปฏิบัติ 11 ประการ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ การจัดการการเลี้ยง อัตราการปล่อยกุ้ง อาหาร สุขภาพกุ้ง ยาและสารเคมี น้ำทิ้งและตะกอนเลน การจับกุ้งและการขนส่ง ความรับผิดชอบต่อสังคม การรวมกลุ่มของเกษตรกร และการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยง
สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งทะเลนั้น กรมประมงมีการตรวจรับรองคุณภาพอาหารโดยการรับขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำ การออกใบอนุญาตให้ผลิตและนำเข้าอาหารสัตว์น้ำ ทั้งยังมีการสุ่มตรวจสอบอาหารกุ้งจากโรงงาน เพื่อควบคุมให้กระบวนการผลิตคงคุณภาพของอาหารสัตว์น้ำ

เมื่อได้ผลผลิตกุ้งจากต้นสายการผลิตสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า โรงงานแปรรูปที่มีมาตรฐานการผลิต จะได้รับการรับรองคุณภาพการผลิต มาตรฐาน HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point Principle) ซึ่งโรงงานแปรรูปต้องผ่านการตรวจสอบโดยจะมีการสุ่มเก็บตัวอย่างผลิต ผ่านการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งได้รับใบรับรองสินค้าสัตว์น้ำ หากเป็นผลิตภัณฑ์กุ้งเพื่อการส่งออกก็จะมีมาตรฐานการตรวจรับรองสินค้ากุ้งเพื่อการส่งออก
ผลิตภัณฑ์กุ้งที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเพื่อเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกมี 3 ชนิดคือ ผลิตภัณฑ์กุ้งดิบแช่เยือกแข็ง (Frozen Raw Shrimp) ผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่เยือกแข็ง (Frozen Cooked Shrimp) และผลิตภัณฑ์กุ้งเพิ่มมูลค่า ( Frozen Value Added Shrimp Product )
จะเห็นได้ว่ากรมประมงได้ให้การรับรองคุณภาพกุ้งทะเลโดยใช้มาตรฐาน Code of Conduct กำหนดเป็น มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลตลอดสายการผลิต จากฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูปหรือผู้บริโภค (From Farm to Table ) เพื่อให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยเกิดความยั่งยืน ทั้งนี้การจัดทำมาตรฐานการผลิตกุ้งคุณภาพ กรมประมงได้ยึดหลักของการผลิตกุ้งเพื่อผู้บริโภคกุ้งปลอดภัย บริโภคกุ้งที่ปราศจากยาและสารเคมีตกค้าง และเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมเป็นหลักสำคัญของการกำหนดมาตรฐานการผลิตกุ้งคุณภาพ

20 December, 2006

มาตรฐานฟาร์มเลี้ยง GAP



สภาพทั่วไปของฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานจีเอพีการผลิตกุ้งทะเลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานจีเอพี เป็นมาตรฐานชั้นต้นของการพัฒนาคุณภาพการผลิตกุ้งทะเลของประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักคือ การผลิตกุ้งทะเลให้มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้ถูกสุขลักษณะที่ดีของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ป้องกันการใช้ยาและสารเคมีในการเลี้ยงไม่ให้มีสารตกค้างในผลผลิตกุ้ง

สภาพทั่วไปของฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานจีเอพี
สภาพทั่วไปของฟาร์ม ที่ตั้งควรอยู่ติดกับแหล่งน้ำ ที่ไม่เป็นแหล่งทิ้งสารมลพิษ ดินที่ดีต้องเป็นดินเดิมไม่มีการกัดเซาะขอบบ่อ มีผังฟาร์มที่เป็นสัดส่วน มีการดูแลความสะอาดอย่าสม่ำเสมอ และต้องไม่มีประวัติของการเกิดน้ำท่วม สิ่งก่อสร้างและโรงเรือนภายในฟาร์ม ต้องมีการแยกพื้นที่ใช้สอยเพื่อการเลี้ยงกุ้งและการอยู่อาศัยให้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน โรงเรือนเก็บอาหารและชั้นวางอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่ดี โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับเก็บอาหารนั้นจะต้องมีความสะอาด อากาศถ่ายเทได้ดีไม่อับชื้น ไม่หมักหมม ไม่มีกลิ่นอับและสามารถมองเห็นของที่เก็บได้อย่างชัดเจน
น้ำที่ใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงต้องเป็นน้ำที่ได้มาจากแหล่งน้ำที่ห่างจากมลพิษ มีการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำทั้งก่อนใช้ ระหว่างใช้ และหลังใช้ มีระบบการระบายน้ำทิ้ง และน้ำที่ทิ้งจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง โดยน้ำทิ้งต้องมีการบำบัด และต้องมีการดูแลความสะอาดของทางระบายน้ำทิ้งเป็นประจำ ไม่ให้มีตะกอนหมักหมมจนเกิดกลิ่นเหม็น ปริมาณน้ำที่ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคภายในฟาร์มต้องมีอย่างพอเพียงและมีความสะอาด สามารถนำไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องมีการบำบัดก่อน การระบายน้ำทิ้งจากบ้านเรือนต้องไม่มีตะกอนหมักหมม และไม่ส่งกลิ่นเหม็น ไม่ไหลลงสู่บ่อเลี้ยงและบ่อพักน้ำ
สำหรับสุขลักษณะ ห้องน้ำห้องสุขาต้องแยกเป็นสัดส่วน และรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อยู่ห่างจากบ่อเลี้ยง น้ำที่ระบายออกจากห้องน้ำไม่ลงสู่บ่อน้ำใช้หรือระบบการเลี้ยงกุ้ง ต้องมีถังขยะ มีการเก็บและทำลายขยะและเศษของเหลือเพื่อรักษาความสะอาดของบริเวณฟาร์ม เพื่อป้องกันสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค
สำหรับวัสดุเครื่องมือและอุปกรณ์ในบ่อเลี้ยง ควรมีอาคารสำหรับเก็บอุปกรณ์ และเครื่องมือฟาร์ม มีการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและสามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยเครื่องมือทุกชิ้นต้องมีการทำความสะอาดก่อนและหลังใช้งานเป็นประจำ การจัดการฟาร์มทั่วไป ไม่ใช้ยาชนิดต่างๆที่ทางราชการห้ามใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่มียาตกค้างในกุ้งก่อนจับ มีการจดบันทึกการเลี้ยง การจัดการให้อาหาร การเช็คยอ การใช้ยา และอื่นๆเท่าที่จำเป็น และบริเวณรอบๆบ่อเลี้ยงต้องมีความสะอาด
สภาพทั่วไปของฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาตรฐานจีเอพีที่มีความเป็นระเบียบมาตรฐานจีเอพี สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นการจัดทำมาตรฐานเบื้องต้นในการผลิตกุ้งทะเลที่มีคุณภาพ มีสุขอนามัย และปลอดสารเคมีที่เป็นอันตราย เป็นการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นการพัฒนาเกษตรกรฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลที่ผลิตกุ้งคุณภาพให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันซึ่งจะเป็นการง่ายต่อการปรับปรุงมาตรฐานชั้นต่อไป อาทิ มาตรฐาน CoC
สภาพทั่วไปของฟาร์มเลี้ยงกุ้ง
มาตรฐานจีเอพีที่มีความเป็นระเบียบ